เมื่อเลือกทำเลได้แล้วว่าจะใช้บริการโบรกเกอร์ไหน เราต้องทำการเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหุ้น หรือที่เรียกว่า "เปิดพอร์ต" โดยทั่วไปมีพอร์ตอยู่ 2 ประเภทคือ
1. บัญชีเงินสด (Cash Account) คือการซื้อหุ้นด้วยเงินสดเต็มจำนวน และจะต้องจ่ายเงินภายใน 3 วันนับจากวันที่ซื้อ(T+3) เช่นเดียวกัน ถ้าขายหุ้นก็จะได้รับเงนภายใน 3 วันนับจากวันที่ขาย ตอนผมเล่นหุ้นครั้งแรกก็คิดที่จะจับเสือมือเปล่า(คิดแบบเด็กๆ) คือซื้อปุ๊บก็ขายปั๊บ ภายในวันเดียวกันเพราะคิดว่ายังไม่ทันต้องจ่ายตัง(อีกตั้ง 3วัน) เราก็ขายได้แล้วคงได้เงินเลย มันไม่เป็นอย่างนั้น เขามีกฎอยู่ว่าต้องจ่ายเงินส่วนที่ซื้อทั้งหมดก่อน เขาถึงจะจ่ายเงินส่วนที่ขายให้เรา โชคดีที่ผมได้เพียงแต่คิดยังไม่ได้ทำ ไม่อย่างนั้นคงต้องขายรถเอามาโปะหุ้นก่อนเป็นแน่แท้
2. บัญชีเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือบัญชีมาร์จิน (Margin Account) หรือเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance) คือ เราสามารถกู้เงินมาซื้อหุ้นได้ครึ่งหนึ่งแล้วเราออกเงินเองอีกครึ่งหนึ่ง โดยต้องเอาหุ้นที่ซื้อมาเป็นหลักประกันและต้องเสียดอกเบี้ย ฟังแล้วเหมือนดูดีแต่ค่อนข้างอันตรายมาก เพราะเมื่อราคาหุ้นที่เราซื้อมาลดลงก็หมายความว่า หลักประกันก็ลดลงด้วยค่าไม่เท่าเดิม ทางโบรกเกอร์จะบอกให้ลูกค้าหาเงินมาโปะเพื่อให้มีหลักประกันเท่าเดิม ถ้าเราไม่เอาเงินมาโปะ โบรกเกอร์ก็จะทำการขายหุ้นของเราเพื่อให้เป็นไปตามสัดส่วนของหลักประกัน ผมไม่แนะนำให้เล่นวิธีนี้ครับ มีน้อยใช้น้อยดีกว่าครับ เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟังว่ามีคนฆ่าตัวตายเพราะบัญชีแบบนี้มาแล้ว ไม่ใช่ว่าคนที่เปิดบัญชีแบบนี้จะต้องกู้นะครับ ไม่กู้ก็ได้เขาไม่ว่าอะไร เพียงแต่คนที่เพื่อนผมเล่าให้ฟังนั้นตอนที่หุ้นซึ่งเป็นหลักประกันนั้นราคาตก โบรกเกอร์พยายามติดต่อเพื่อให้เอาเงินมาเข้าพอร์ต แต่ติดต่อไม่ได้เพราะอยู่ต่างประเทศ ทำให้โบรกเกอร์ต้องขายหุ้น ทำให้เขาต้องขาดทุนหลายสิบล้านและยังเป็นหนี้เพิ่มอีกอย่างมาก คิดไม่ตกเลยฆ่าตัวตาย ความโลภไม่เคยปราณีใคร
จะเปิดพอร์ตต้องเตรียมเอกสารดังนี้
1. สำเนาบัตรประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี
4. Bank Statement ย้อนหลัง 6 เดือน(บัญชีออมทรัพย์)
โบรกเกอร์จะได้ค่าคอมมิสชั่นจากลูกค้าทั้ง 2 ทาง คือเมื่อเราซื้อก็ต้องเสีย เมื่อเราขายก็ต้องเสีย(เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง) โดยค่าธรรมเนียมจะมี 2 อย่าง คือ 1. ถ้าเราซื้อ-ขายผ่าน marketting(คนที่ดูแลพอร์ตเราและคอยให้คำแนะนำข้อมูลต่างๆ) จะเสียค่าคอมมิสชั่นประมาณ 0.25% ของยอดซื้อ-ขายต่อครั้ง 2. ถ้าเราเล่นเองไม่ต้องการให้ใครมาบอกโดยเล่นผ่าน internet จะเสียค่าคอมมิสชั่นประ 0.15% ของยอดซื้อ-ขาย บางโบรกเกอร์จะกำหนดค่าคอมมิสชั่นขั้นต่ำไว้ด้วย เพราะฉะนั้นจะซื้อจะขายทีต้องให้คุ้ม
โบรกเกอร์เป็นแค่นายหน้า(เลือด)ให้เราทำการซื้อขายหุ้น แต่เมื่อซื้อแล้วหุ้นจะถูกเก็บไว้ที่ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์(ประเทศไทย) ถ้าอยากทราบว่าศูนย์นี้อยู่ที่ไหนมีหน้าที่อะไรบ้างลองเข้าไปดูที่ link ได้เลยครับ