2007/Sep/13

เมื่อเลือกทำเลได้แล้วว่าจะใช้บริการโบรกเกอร์ไหน เราต้องทำการเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหุ้น หรือที่เรียกว่า "เปิดพอร์ต" โดยทั่วไปมีพอร์ตอยู่ 2 ประเภทคือ

1. บัญชีเงินสด (Cash Account) คือการซื้อหุ้นด้วยเงินสดเต็มจำนวน และจะต้องจ่ายเงินภายใน 3 วันนับจากวันที่ซื้อ(T+3) เช่นเดียวกัน ถ้าขายหุ้นก็จะได้รับเงนภายใน 3 วันนับจากวันที่ขาย ตอนผมเล่นหุ้นครั้งแรกก็คิดที่จะจับเสือมือเปล่า(คิดแบบเด็กๆ) คือซื้อปุ๊บก็ขายปั๊บ ภายในวันเดียวกันเพราะคิดว่ายังไม่ทันต้องจ่ายตัง(อีกตั้ง 3วัน) เราก็ขายได้แล้วคงได้เงินเลย มันไม่เป็นอย่างนั้น เขามีกฎอยู่ว่าต้องจ่ายเงินส่วนที่ซื้อทั้งหมดก่อน เขาถึงจะจ่ายเงินส่วนที่ขายให้เรา โชคดีที่ผมได้เพียงแต่คิดยังไม่ได้ทำ ไม่อย่างนั้นคงต้องขายรถเอามาโปะหุ้นก่อนเป็นแน่แท้

2. บัญชีเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือบัญชีมาร์จิน (Margin Account) หรือเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance) คือ เราสามารถกู้เงินมาซื้อหุ้นได้ครึ่งหนึ่งแล้วเราออกเงินเองอีกครึ่งหนึ่ง โดยต้องเอาหุ้นที่ซื้อมาเป็นหลักประกันและต้องเสียดอกเบี้ย ฟังแล้วเหมือนดูดีแต่ค่อนข้างอันตรายมาก เพราะเมื่อราคาหุ้นที่เราซื้อมาลดลงก็หมายความว่า หลักประกันก็ลดลงด้วยค่าไม่เท่าเดิม ทางโบรกเกอร์จะบอกให้ลูกค้าหาเงินมาโปะเพื่อให้มีหลักประกันเท่าเดิม ถ้าเราไม่เอาเงินมาโปะ โบรกเกอร์ก็จะทำการขายหุ้นของเราเพื่อให้เป็นไปตามสัดส่วนของหลักประกัน ผมไม่แนะนำให้เล่นวิธีนี้ครับ มีน้อยใช้น้อยดีกว่าครับ เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟังว่ามีคนฆ่าตัวตายเพราะบัญชีแบบนี้มาแล้ว ไม่ใช่ว่าคนที่เปิดบัญชีแบบนี้จะต้องกู้นะครับ ไม่กู้ก็ได้เขาไม่ว่าอะไร เพียงแต่คนที่เพื่อนผมเล่าให้ฟังนั้นตอนที่หุ้นซึ่งเป็นหลักประกันนั้นราคาตก โบรกเกอร์พยายามติดต่อเพื่อให้เอาเงินมาเข้าพอร์ต แต่ติดต่อไม่ได้เพราะอยู่ต่างประเทศ ทำให้โบรกเกอร์ต้องขายหุ้น ทำให้เขาต้องขาดทุนหลายสิบล้านและยังเป็นหนี้เพิ่มอีกอย่างมาก คิดไม่ตกเลยฆ่าตัวตาย ความโลภไม่เคยปราณีใคร

จะเปิดพอร์ตต้องเตรียมเอกสารดังนี้

1. สำเนาบัตรประชาชน

2. สำเนาทะเบียนบ้าน

3. สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี

4. Bank Statement ย้อนหลัง 6 เดือน(บัญชีออมทรัพย์)

โบรกเกอร์จะได้ค่าคอมมิสชั่นจากลูกค้าทั้ง 2 ทาง คือเมื่อเราซื้อก็ต้องเสีย เมื่อเราขายก็ต้องเสีย(เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง) โดยค่าธรรมเนียมจะมี 2 อย่าง คือ 1. ถ้าเราซื้อ-ขายผ่าน marketting(คนที่ดูแลพอร์ตเราและคอยให้คำแนะนำข้อมูลต่างๆ) จะเสียค่าคอมมิสชั่นประมาณ 0.25% ของยอดซื้อ-ขายต่อครั้ง 2. ถ้าเราเล่นเองไม่ต้องการให้ใครมาบอกโดยเล่นผ่าน internet จะเสียค่าคอมมิสชั่นประ 0.15% ของยอดซื้อ-ขาย บางโบรกเกอร์จะกำหนดค่าคอมมิสชั่นขั้นต่ำไว้ด้วย เพราะฉะนั้นจะซื้อจะขายทีต้องให้คุ้ม

โบรกเกอร์เป็นแค่นายหน้า(เลือด)ให้เราทำการซื้อขายหุ้น แต่เมื่อซื้อแล้วหุ้นจะถูกเก็บไว้ที่ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์(ประเทศไทย) ถ้าอยากทราบว่าศูนย์นี้อยู่ที่ไหนมีหน้าที่อะไรบ้างลองเข้าไปดูที่ link ได้เลยครับ

2007/Sep/11

เมื่อเราได้ข้อคิดในการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อใช้เป็นแนวทางในการลงทุนที่ไม่ให้เป็นแมงเม่าหัดบินเข้ากองไฟแล้ว เราก็จะเริ่มบินกันจริงๆ แต่ก่อนจะเริ่มบินเราต้องหาทำเลเหมาะๆ ที่จะเทคตัว ทำเลที่ว่านี้จะเป็นที่อื่นไปไม่ได้นอกจากโบรกเกอร์ (Broker)

โบรกเกอร์ (Broker) คือ บริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์(หุ้น)จากรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และเข้าเป็นบริษัทสมาชิกของบริษัทตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เนื่องจากประเทศไทยมีโบรกเกอร์อยู่ถึง39 บริษัท ทำให้เราต้องมาเลือกทำเลที่จะเริ่มบิน หลักการเลือกโบรกเกอร์ก็คล้ายๆ กับเราจะซื้อรถสักคันต้องดูบริษัทที่เอาใจใส่ลูกค้า ให้บริการข้อมูลที่ดีและถูกต้องรวดเร็ว มีความมั่นคง ทำเลที่ตั้งไปมาสะดวก(เพื่อคุณคิดที่จะไปนั่งเล่นที่ห้องค้า) มีเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยและเพียงพอต่อการใช้งาน

รายชื่อโบรกเกอร์ต่างๆ มีดังนี้

1. BSL : บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

2. TSC : บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด

3. ASL : บริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน จำกัด(มหาชน)

4. DBSV : บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) จำกัด

5. SICSEC : บริษัทหลักทรัพย์ ซิกโก้ จำกัด (มหาชน)

6. PHATRA : บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

7. BTSEC : บริษัทหลักทรัพย์ บีที จำกัด

8. ASP : บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน)

9. CS : บริษัทหลักทรัพย์เครดิตสวิส (ประเทศไทย) จำกัด

10. APEX : บริษัทหลักทรัพย์ เอเพกซ์ จำกัด

11. KS : บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

12. SCIBS : บริษัทหลักทรัพย์ นครหลวงไทย จำกัด

13. KGI : บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)

14. CNS : บริษัทหลักทรัพย์ พัฒนสิน จำกัด(มหาชน)

15. ACLS : บริษัทหลักทรัพย์ สินเอเซีย จำกัด

16. TNS : บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน)

17. KTBS : บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี จำกัด

18. KKS : บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด

19. MERCHANT : บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด

20. TRINITY : บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด

21. SCBS : บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

22. SYRUS : บริษัทหลักทรัพย์ ไซรัส จำกัด (มหาชน)

23. GLOBEX : บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด

24. UOBKHST : บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

25. BFITSEC : บริษัทหลักทรัพย์ บีฟิท จำกัด (มหาชน)

26. TMBMACQ : บริษัทหลักทรัพย์ ทีเอ็มบี แมคควอรี (ประเทศไทย) จำกัด

27. AYS : บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)

28. IVG : บริษัทหลักทรัพย์ ไอ วี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

29. FES : บริษัทหลักทรัพย์ ฟาร์อีสท์ จำกัด

30. FINANSA : บริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า จำกัด

31. PST : บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

32.US : บริษัทหลักทรัพย์ ยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน)

33. JPM : บริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด

34. KIMENG : บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)

35. CIMB-GK : บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี-จีเค (ประเทศไทย) จำกัด

36. CLSA : บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด

37. ZMICO : บริษัทหลักทรัพย์ ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน)

38. AIRA : บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด

39. UBS : บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย)จำกัด

ที่มารายชื่อโบรกเกอร์ : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2007/Sep/07

เนื่องจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงเพราะมีเหตุผลหลักอยู่ 3 ประการ คือ

1. ใช้ข้อมูลน้อย คือ ใช้เพียง ราคา ปริมาณการซื้อขาย และช่วงเวลา

2. ใช้หลักวิชาการทางคณิตศาสตร์ สถิติ ความน่าจะเป็น ฯลฯ

3. ใช้หลักจิตวิทยา ที่สะท้อนมากจากปัจจัยหลายด้าน คือ ความกลัว ความโลภความหวัง อันก่อให้เกิดพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนที่ทำซ้ำแบบเดิม และราคาที่มักจะเป็นไปตามแนวโน้ม ในช่วงเวลาหนึ่ง จนกว่าจะเกิดแนวโน้มใหม่

และด้วยเหตุผลข้างต้นทำให้นักลงทุนที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคมาชี้ชะตาหุ้นต้องตั้งกฎเหล็กสำหรับตนเองขึ้นมา เพื่อให้แคล้วคลาดจากคมหอกคมดาบ ดังต่อไปนี้

1. ตั้งจุดขายหยุดขาดทุน (stop loss) คือ ราคาที่นักลงทุนสามารถยอมรับได้ในการขาดทุน อันนี้ก็แล้วแต่ละคนว่าใครยอมรับได้ขนาดไหน ส่วนมากจะตั้งกันอยู่ที่ 10%-30% แต่ทั้งนี้ต้องตัดใจให้ได้จาก ความหวังที่ว่ามันจะกลับขึ้นมา(อันนี้สำคัญ เพราะคนส่วนมากอยู่ได้ด้วยความหวัง)

2. ปล่อยให้หุ้นที่มีอยู่ทำกำไร (let profit run) ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับตลาดแนวโน้มขาขึ้น นักลงทุนต้องใจเย็นๆ แต่อย่าเย็นมาก และไม่ครวโลภ ควรจะทยอยขายเมื่อถึงแนวต้านสำคัญ แล้วซื้อกลับเมื่อราคาลงถึงแนวรับสำคัญ แต่ไม่ควรซื้อมากกว่าขาย และต้องระวังถ้าราคาขึ้นอย่างแรงแบบไม่มีเหตุผล ให้เตรียมที่จะขาย และเมื่อแรงซื้ออ่อนตัวก็ขายให้หมด ทั้งนี้ในทางกลับกันตลาดขาลงเราก็สามารถทำกำไรได้เหมือนกัน คือการทำ short sellซึ่งตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้อนุญาตให้ทำการยืมหลักทรัพย์ได้แล้ว แต่ยืมได้เฉพาะหุ้นในกลุ่ม set 50 ซึ่งเป็นหุ้นใหญ่ แต่ก็ไม่เอื้อโอกาสเท่าไหร่นักเพราะมีขั้นตอนการยืมที่ค่อนข้างมาก (พูดง่ายๆ ไม่ทันกิน เพราะใช้ระยะเวลาในการขอยืมเกือบ 10 นาที) นอกจากจะมีใครฝากหุ้นไว้ในพอร์ตของเรา แล้วทำการ Short sell ง่ายกว่ากันเยอะ

3. คิดสวนทาง คงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า "พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส" คนส่วนมากมักจะทำตามกระแสที่ผิด ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ที่วุ่นวายหรือข่าวร้ายและลือต่างๆ ดังนั้นควรใช้วิจารณญาณให้ดี ในการรับรู้และนึกคิดตัดใจกับสิ่งต่างๆ ขอบอกตามตรงว่าผมเองก็ยังไม่เคยคิดสวนทาง แต่มีเพื่อนผมคนหนี่งที่คิดสวนทางแล้วประสบความสำเร็จ ตอนนั้นเขาซื้อปิคนิคในขณะที่มีข่าวร้ายสุดๆ คือศาลจะฟ้องล้มละลาย ซึ่งหุ้นตกทุกวัน เพื่อนๆ ก็บอกให้เลิกยุ่งกับปิคนิค แต่เขายังคงเดี๋ยวซื้อเดี๋ยวขายอยู่ร่ำไป จนผลตัดสินของศาลออกมา ราคาดีดตัวกลับชนเพดาน ทำให้เพื่อนผมคนนี้มีกำไรอย่างมากมาย และเขาได้สอนทฤษฎียุ้งฉางให้กับผมซึ่งจะอธิบายให้ฟังในครั้งต่อไป

4. เรียนรู้และฝึกฝน การวิเคราะห์ทางเทคนิคต้องอาศัยความชำนาญในการหาจังหวะเข้าซื้อและขาย และต้องอ่านตลาดให้ขาด ในบางครั้งเราอาจจะโดนเส้นต่างๆที่ใช้เป็นเครื่องมือหลอกเพราะเราใช้ผิดช่วงเวลาผิดโอกาสนอกจากนี้แล้วยังต้องฝึกฝนจิตใจให้เข็มแข็ง กล้าตัดสินใจ(ในสิ่งที่ถูก)เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งโปรแกรมที่ช่วยในการวิเคราะห์และอ่านตำรามากๆ ทบทวนอยู่เสมอ คนเราอ่านหนังสือครั้งเดียวถ้าหัวดีอาจสอบผ่าน แต่ถ้าอ่านมากๆ ทำแบบฝึกหัดเยอะ ทบทวนอยู่เสมอ ก็อาจได้คะแนนเต็ม

5. ต้องเชื่อมั่นในตนเอง นักลงทุนต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองวิเคราะห์ อย่าเชื่อข่าวลือ หรือสิ่งต่างๆ ที่สับสนอยู่ในตลาด เพราะนั้นจะทำให้คุณกลับมาเป็นแมงเม่าอีกครั้ง ถ้าใช้ทฤษฎีในการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง ถูกช่วงเวลา แม้ว่าจะมีข่าวมาอย่างไร การวิเคราะห์นั้นถูกต้องเสมอ และที่สำคัญต้องตัดสินใจให้ถูกต้อง บางครั้งถ้าวิเคราะห์ไม่ออกว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร ก็ต้องตัดสินใจออกจากตลาดชั่วคราวจงจำไว้ว่า "การตัดสินใจถูก ดีกว่าการวิเคราะห์ถูก"

หากทำได้ตามนี้แล้ว ก็จะหลุดพ้นแห่งการเป็นแมงเม่าและจะมีความสุขกับการลงทุน